กรากะตัว พลุยักษ์ในตำนาน

หากจะกล่าวถึงกรากะตัว ภูเขาไฟลูกหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งคนไทยอาจจะไม่คุ้นหู้เท่าใดนักทว่าสำหรับชาวอินโดนีเซียแล้ว กรากะตัว ได้รับสมญานามว่า พลุยักษ์ในตำนาน จากการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดของมัน กรากะตัว หรือ กรากาเตา (Krakatoa)เป็นภูเขาไฟประเภทกรวยสลับชั้น ตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบซุนดา ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนเซีย กรากะตัวถือกำเนิดจากแมกม่าที่ปะทุขึ้นมาจากผิวน้ำและก่อเกิดเป็นเกาะภูเขาไฟขึ้นจำนวน 3 ยอด โดยยอดสูงที่สุดสูง 820 เมตรมักเกิดการปะทุบ่อยครั้ง จนเหลือเพียงยอดเดียวและสงบมากว่า 200 ปี ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวก็มีมนุษย์เข้ามาตั้งฐานถิ่นที่เกาะแห่งนี้ โดยกรากะตัวมักเกิดการปะทุระดับเล็กน้อยบ่อยครั้ง

การปะทุครั้งรุนแรงเริ่มขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม ปี 1883 ซึ่งก่อนหน้านี้กรากะตัวปะทุเตือนมาแล้วในเดือนพฤษภาคม ปีเดียวกัน การปุทะส่งควันขนาดมหึมาพุ่งสู่ท้องฟ้าและเกิดเสียงดังได้ยินไปถึงเกาะชวาและสุมาตรา การปะทุดำเนินเรื่อยๆมาและมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ 25 สิงหาคม 1883 การปะทุรุนแรงก่อเกิดการไหลของ Pyroclastic flow คร่าชีวิตคนบนเกาะที่ยังไม่อพยพและยังไหลข้ามทะเลเข้าถล่มชายฝั่งเกาะใกล้เคียงอีกด้วย

การปะทุครั้งใหญ่เกิดขึ้นในวันที่ 27 สิงหาคม 1883 ส่งแรงระเบิดที่รุนแรงมากพ่นควันพุ่งขึ้นท้องฟ้าสูงถึง 80 – 100 กิโลเมตร การระเบิดยังส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิสูง 30 เมตร เข้าถล่มชายฝั่งสุมาตราและเกาะชวา รวมถึงเกาะเล็กๆใกล้เคียง เสียงจากการปะทุดังไกลกว่า 5,000 กิโลเมตรจนถึงทวีปออสเตรเลียและพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ยินเสียงระเบิดทั้งหมด หลังเหตุการณ์สงบลงมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 36,000 คน

Pyroclastic flow ภัยแรงร้ายเมื่อภูเขาไฟปะทุ

เมื่อภูเขาไฟปะทุมักจะเกิดความเสียหายและเกิดปรากฏการณ์ที่อันตรายต่างๆมากมายเมื่อภูเขาไฟปะทุ ภูเขาไฟที่อันตรายและสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้มากมายคือ ภูเขาไฟประเภทกรวยสลับชั้น ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่สงบยาวนานและเมื่อปะทุขึ้นจะมีความรุนแรงมาก ทีนี้ภัยจากภูเขาไฟปะทุนั้นมีมากมายเช่น ก่อให้เกิดแผ่นดินไหว, น้ำท่วมหากภูเขาไฟมีหิมะปกคลุม, ลาวาไหลทำลายบ้านเรือน, หินจากภูเขาไฟที่ตกลงมา และ Pyroclastic flow ซึ่งหลายๆคนยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไรและมักเข้าใจผิดระหว่างการไหลของลาวา และ การไหลของ Pyroclastic flow

Pyroclastic flow คือการถล่มอีกแบบหนึ่งเมื่อภูเขาไฟปะทุจะมีความแตกต่างจากลาวา เนื่องจากการไหลแบบ Pyroclastic flow นั้นมีความเร็วและรุนแรงกว่าลักษณะคล้ายกับเมฆควันภูเขาไฟที่ถล่มลงมาตามยอดไหลลงมาตามไหล่เขา การไหลแบบ Pyroclastic flow นั้นอันตรายมากและคร่าชีวิตคนได้มากกว่าลาวาเสียอีก Pyroclastic flow นั้นเมื่อถล่มลงมาจะประกอบไปด้วยควันสีดำหรือเมฆธุลีผสมกับก๊าซอันตรายและความร้อนสูงโดยความร้อนนั้นสูงถึง 1,000 – 1,500 องศาเซลเซียส การถล่มแบบ Pyroclastic flow นับว่ารุนแรงที่สุดจากภัยภูเขาไฟซึ่งมีภูเขาไฟที่เคยเกิดปรากฏการณ์นี้มาแล้ว เช่น วิสุเวียส ปะทุในปี 79, เซ็นต์เฮเลน ปะทุปี 1980, กรากะตัว ปะทุปี 1883, ฮุนเซน ปะทุปี 1991, ปินาตูโบ ปะทุปี 1995, เปอเล ปะทุปี 1902 เป็นต้น

Pyroclastic flow จัดว่าเป็นภัยพิบัติจากภูเขาไฟที่ร้ายแรงอย่างมาก ผู้ที่อยู่ในเส้นทางของ Pyroclastic flow นั้นจะเสียชีวิตทันที ในอดีตส่วนใหญ่เหตุภูเขาไฟปะทุและมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนมักเสียชีวิตจาก Pyroclastic flow ทั้งสิ้น

ภูเขาไฟฟูจิ ชื่อเสียงระดับโลก

ภูเขาไฟที่นี่เป็นภูเขาไฟที่หลายคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีและแน่นอนว่าใครได้ไปที่ประเทศนี้จะไม่พลาดอย่างแน่นอนกับภูเขาไฟที่มีความสวยสดงดงามตระการตาแต่มาด้วยความอันตรายและน่ากลัวที่กำลังรอวันปะทุออกมาจากภูเขาไฟแห่งนี้ เรากำลังพูดภูเขาไฟที่ประเทศญี่ปุ่น กับ ภูเขาไฟฟูจิที่หลายคนต้องเคยได้ไปสัมผัสมาแล้วอย่างแน่นอน ที่นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับภูเขาไฟแห่งเป็นอย่างมาก เพราะที่นี้มีจุดชมวิวทิวทัศน์ได้หลายที่เลยเดียวภายในเมืองฟูจิคาวางุจิโกะ ไม่ว่าจะเป็นที่แรก อุบุยากาซากิ แน่นอนว่าเดินทางมาที่จุดตรงนี้คุณจะได้เห็นภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน พร้อมกับมองผ่านไปกับดอกซากุระที่มีความงดงามที่ลงตัวเลยทีเดียว สถานที่ต่อมาที่สามารถชมได้อย่างชัดเจนอีกกับสวนสาธารณะโออิขิ ช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงกรกฎาคมคุณสามารถชมผ่านทะเสสาบแล้วมองไปเรื่อยนั้น คุณจะได้สัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างดีเลยทีเลย ที่ต่อมาเป็นอะไรที่ต้องบอกเลยว่าใครที่ชอบเดินแนะนำเลยนะครับ เดินตามเส้นทางทิศเหนือไปตามริมทะเลสาบคาวางุจิโกะที่จะทำให้ดีต่อใจได้เลย พร้อมกับชมวิวทิวทัศน์อันโดดเด่นของภูเขาไฟฟิจิอันเลี่องชื่อแห่งนี้  ภูเขาไฟฟูจิได้ถูกจัดว่าเป็นภูเขาไฟที่ยังมีโอกาสปะทุต่ำและยังจะเกิดการระเบิดได้อีกครั้ง เมื่อครั้งล่าสุดที่เกิดการระเบิดในปี พุทธศักราช 2250 มาแล้ว

ถ่าน หิน

ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ เกิดจากการสะสมตัวตามธรรมชาติของซากพืชในแอ่งตะกอนน้ำตื้น ถ่านหินเป็นหินตะกอนชนิดหนึ่งซึ่งสามารถติดไฟได้ มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ สารประกอบของคาร์บอน ซึ่งจะมีอยู่ประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยปริมาณ ถ่านหินมีกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่สลายตัวและสะสมอยู่ในลุ่มน้ำหรือแอ่งน้ำต่างๆ นับเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของ ผิวโลกเช่น เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด หรือมีการทับถมของตะกอนมากขึ้น ทำให้แหล่งสะสมตัวนั้นได้รับความกดดันและความร้อนที่มีอยู่ภายในโลกเพิ่มขึ้น ซากพืชเหล่านั้นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นถ่านหินชนิดต่างๆประเภทของถ่านหิน

 

  • พีต มีคาร์บอน 60%   เป็นถ่านหินในขั้นเริ่มต้นของกระบวนการเกิดถ่านหิน ซากพืชบางส่วนยังสลายตัวไม่หมด และมีลักษณะให้เห็นเป็นลำต้น กิ่งหรือใบ มีสีน้ำตาลจนถึงสีดำ มีความชื้นสูง  เมื่อนำพีตมาเป็นเชื้อเพลิงต้องผ่านกระบวนการไล่ความชื้นหรือทำให้แห้งก่อน ความร้อนที่ได้จากการเผาพีตสูงกว่าที่ได้จากไม้ ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อให้ความร้อนในบ้านหรือผลิตไฟฟ้า ข้อดีของพีตคือมีร้อยละของกำมะถันต่ำกว่าน้ำมันและถ่านหินอื่น ๆ ส่วนมากจะพบในที่ราบน้ำท่วมถึง พีตที่เป็นชั้นหนามักจะพบในป่าพรุ

 

  • ลิกไนต์ มีคาร์บอน 55 – 60 % เป็นถ่านหินที่มีซากพืชสลายตัวหมด ไม่เห็นโครงสร้างของพืช ลักษณะเนื้อเหนียวและผิวด้าน มีสีเข้ม  มีปริมาณออกซิเจนและความชื้นต่ำ มีปริมาณคาร์บอนสูงกว่าพีต เมื่อติดไฟมีควันและเถ้าถ่านมาก ลิกไนต์ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับให้ความร้อน ใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และใช้บ่มใบยา แหล่งลิกไนต์ที่สำคัญ คืออำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

 

หิน ภูเขาไฟ

หินภูเขาไฟ หรือ หินอัคนีพุ คือหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวและตกผลึกของหินหลอมเหลวที่ไหลขึ้นมาบนผิวโลก ที่เราเรียกกันว่า ลาวา ที่ไหลขึ้นมาสู่บนผิวโลกหรือใกล้ผิวโลกจากระเบิดของภูเขาไฟ จึงทำให้ลักษณะการเกิดหินอัคนีภูเขาไฟมีลักษณะที่มีเนื้อหินที่ละเอียด เพราะอัตราการเย็นตัวและตกผลึกของหินหลอมเหลวเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้หินอัคนีภูเขาไฟมีเนื้อหินหรือขนาดผลึกที่ละเอียด สังเกตผลึกหรือแร่ประกอบหินด้วยตาเปล่าได้ยาก เช่น หินบะซอลต์ หรือในบางครั้งก็เป็นเนื้อแก้วที่ไม่มีรูปผลึก เช่น หินออบซิเดียน และ หินพัมมิซนอกจากนี้ยังมีหินอัคนีอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากการทับถมของเศษหินที่ได้จากการระเบิดของภูเขาไฟ เมื่อมีการเชื่อมประสานด้วยแร่ จะได้หินที่เรียกว่า หินอัคนีตะกอนภูเขาไฟ

  • การปะทุแบบไม่รุนแรง เป็นการปะทุตามปล่องหรือรอยแตก รอยแยกของแผ่นเปลือกโลกลาวาไหลหลากเอ่อล้นไป ตามลักษณะภูมิประเทศ ลาวาจะถ่ายโอนความร้อนให้กับบรรยากาศภายนอกอย่างรวดเร็ว ทำให้อะตอมของธาตุ ต่าง ๆ มีเวลาน้อยในการจับตัวเป็นผลึก หินลาวาหลากจึงประกอบด้วยแร่ที่มีผลึกขนาดเล็กหรือเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นและจำแนกผลึกได้ด้วยตาเปล่า เช่น หินไรโอไลต์, หินแอนดีไซต์, หินบะซอลต์
  • การปะทุแบบรุนแรง เป็นการปะทุแบบระเบิด เกิดตามปล่องภูเขาไฟ ขณะที่แมกมาเกิดปะทุพ่นขึ้นมาด้วยแรง ระเบิดพร้อมกับฝุ่น ก๊าซ เถ้า ไอน้ำ และชิ้นวัตถุที่มีรูปร่างขนาดต่างๆ กันกระเด็นขึ้นไปบนอากาศ ชิ้นวัตถุเหล่านี้อาจเป็นเศษหินและแร่ เย็นตัวบนผิวโลกตกลงมาสะสมตัวทำให้เกิดแหล่งสะสมชิ้นภูเขาไฟ เมื่อแข็งตัวจะเป็นหินชิ้นภูเขาไฟหรือหินตะกอนภูเขาไฟ

แหล่งพบแมกมาบนผิวโลก

แมกมาไม่ได้กำเนิดขึ้นทั่วไปทุกหนแห่งของโลก หากมีอยู่แต่บริเวณที่รอยต่อของแผ่นธรณีบางชนิด และบริเวณจุดร้อนของโลก

รอยต่อของแผ่นธรณีเคลื่อนที่ออกจากกัน: แมกมาจากชั้นฐานธรณีภาคลอยตัวขึ้นสู่พื้นผิวโลก แรงดันที่ลดลงช่วยทำให้เปลือกโลกที่อยู่ด้านบนหลอมละลายเกิดเป็นสันเขาใต้สมุทร และดันตัวออกทางด้านข้าง กลายเป็นแผ่นธรณีมหาสมุทรซึ่งกำเนิดมาจากแมกมาหินบะซอลต์ ดังภาพที่ 2 ตัวอย่างเช่น สันเขาใต้มหาสมุทรแอตแลนติก อย่างไรก็ตามในบางแห่งแมกมาก็ยกตัวขึ้นสู่แผ่นธรณีทวีป เช่น ทะเลสาบมาลาวี ในทวีปแอฟริกา

  • รอยต่อของแผ่นธรณีเคลื่อนที่เข้าหากัน การชนกันของแผ่นธรณีสองแผ่นในแนวมุดตัว (Subduction zone) ทำให้แผ่นที่มีความหนาแน่นมากกว่าจมตัวลงตัวสู่ชั้นฐานธรณีภาค แรงเสียดทานซึ่งเกิดจากการที่แผ่นธรณีทั้งสองเสียดสีกันจะทำให้เกิดความร้อน น้ำในแผ่นหินซึ่งระเหยกลายเป็นไอ ประกอบกับแรงกดดันที่ลดลง  ช่วยให้หินหลอมละลายกลายเป็นแมกมาได้เร็วขึ้น และแทรกตัวออกจากผิวโลกทางปล่องภูเขาไฟ ยกตัวอย่างเช่น ภูเขาไฟฟูจิ ในประเทศญี่ปุ่น
  • จุดร้อน (Hotspot) แก่นโลกชั้นนอกมีความร้อนไม่เท่ากัน ในบางจุดของแก่นโลกมีความร้อนสูง จึงทำให้เนื้อโลกชั้นล่างเหนือบริเวณนั้นหลอมละลาย และแทรกตัวลอยขึ้นมาตามช่องแมกมา (Magma plume) จุดร้อนจะอยู่ ณ ตำแหน่งเดิมของแก่นโลก แต่เปลือกโลกจะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ผ่านจุดร้อน แมกมาที่โผล่ขึ้นสู่พื้นผิวโลก จึงทำให้เกิดหมู่เกาะเรียงตัวกันเป็นแนว ดังเช่น หมู่เกาะฮาวาย โดยที่เกาะที่มีอายุมากจะอยู่ห่างจากจุดร้อน เกาะที่เกิดขึ้นมาใหม่จะอยู่บนจุดร้อนพอดี ทิศทางการเรียงตัวของหมู่เกาะจะขึ้นอยู่กับทิศทางการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี

การเกิดของแมกมา

เมื่อแผ่นธรณีมหาสมุทรเคลื่อนที่เข้าหากัน หรือ ปะทะกันกับแผ่นธรณีทวีป แผ่นธรณีมหาสมุทรซึ่งมีความหนาแน่นกว่าจะจมลงสู่ชั้นฐานธรณีภาค และหลอมละลายกลายเป็นหินหนืดหรือแมกมา โดยมีปัจจัยที่เร่งให้เกิดการหลอมละลาย ได้แก่

  • ความร้อน เมื่อแผ่นธรณีปะทะกันและจมลงสู่ชั้นฐานธรณีภาคหรือใกล้แกนโลก แรงเสียดทานซึ่งเกิดจากการที่แผ่นธรณีทั้งสองเสียดสีกันจะทำให้เกิดความร้อน เร่งให้ผิวชั้นบนของเปลือกโลกมหาสมุทรที่จมตัวลงหลอมละลายกลายเป็นแมกมาได้ง่ายขึ้น
  • น้ำในชั้นธรณีภาค หินเปียก มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าหินแห้งเมื่อหินในเปลือกแผ่นมหาสมุทรจมลงสู่ชั้นฐานธรณีภาค โมเลกุลของน้ำซึ่งเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำจะช่วยเร่งปฏิกิริยาให้หินเกิดการหลอมเหลวได้ง่ายขึ้น
  • การลดความกดดัน ตามปกติหินใต้เปลือกโลกจะหลอมละลายยากมากกว่าหินบนเปลือกโลก เนื่องจากความกดดันสูงสามารถป้องกันหินไม่ให้เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว อย่างไรก็ตามอุณหภูมิสูงของชั้นฐานธรณีภาค ทำให้หินหลอมละลาย ขยายตัวออก แล้วยกตัวลอยตัวสูงขึ้น เมื่อหินหนืดร้อนขยายตัวความกดดันจะลดลงทำให้หินที่อยู่ในหน้าสัมผัสบริเวณรอบข้างหลอมละลายได้งายขึ้น

เมื่อภูเขาไฟปะทุหรือระเบิด แรงระเบิดจะพ่นเอาเศษหินออกมาและหลายครั้งก็จะพ่นเอาลาวาออกมาอย่างมากมาย ลาวาเป็นส่วนประกอยที่สำคัญของแมกมานั่นเองเพียงแต่ส่วนประกอบที่เป็นก๊าชที่อยู่ในแมกมานั้นได้หายไปกับอากาศหรือน้ำแล้วจะเป็นได้ว่าแมกมาจะมีความเย็นตัวมากกว่าลาวา

เรื่องราวของภูเขาไฟ

บนโลกเรามีสิ่งเกิดขึ้นธรรมชาติมากมายทั้งแม่น้ำ ภูเขา หน้าผา น้ำตกต่างๆ รวมถึงป่าไม้ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติสร้างสรรค์อย่างสวยงาม แต่ความสวยงามนั้นบางครั้งก็เป็นภัยเหมือนกัน อย่างเช่น ภูเขาไฟ แหล่งธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อสมดุลตามธรรมชาติ

ภูเขาไฟ เป็นธรณีสัณฐานเป็นจุดที่หินหนืดหรือลาวา เดินทางผ่านและปะทุขึ้นมาบนพื้นโลก โดยภูเขาไฟเกิดจากการที่ลาวาปะทุขึ้นมาแล้วเกิดการสะสมเป็นชั้นๆจนเกิดเป็นภูเขาสูงโดยส่วนมากจะเกิดขึ้นใกล้กับแนวรอยต่อของเปลือกโลก ภูเขาไฟถูกแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะของภูเขาไฟ คือ ภูเขาไฟแบบกรวยสูง เป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่และมีความสูง เกิดจากการทับถมกันของลาวาและการระเบิดสะสมจนทำให้ภูเขามีความสูงมากๆ ภูเขาไฟชนิดหากระเบิดมีโอกาสการระเบิดที่รุนแรงมาก  ภูเขาไฟแบบสลับชั้น เป็นภูเขาไฟที่เกิดจากลาวาและเศษหินที่ทับทมกันเป็นชั้นๆ ซึ่งภูเขาไฟชนิดนี้จะเกิดการทับถมของลาวาเป็นเวลานานและอาจเกิดระเบิดอย่างฉับพลัน

ภูเขาไฟแบบรูปโล่ เป็นภูเขาไฟที่มีฐานกว้างมากและมีขนาดใหญ่เกิดจากการไหลของลาวาชนิดบาซอลล์ ลาวาที่ไหลลงมานั้นจะไม่ทับถมกันเหมือนภูเขาไฟสลับชั้น ซึ่งภูเขาไฟรูปโล่ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มัวนาลัว เอ ในฮาวาย และภูเขาไฟชนิดกรวยกรวดภูเขาไฟ ซึ่งจะมีลักษณะสูงชันและเกิดการทับถมกันของลาวาจำนวนมาก แต่ภูเขาไฟชนิดนี้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง เนื่องจากลาวาที่พุ่งออกมานั้นจะพุ่งออกมาเป็นปล่องเดี่ยวและทับถมบริเวณปากปล่อง อาจเป็นภูเขาไฟที่มีการระเบิดรุนแรงน้อยที่สุด

 

ผลกระทบจากภูเขาไฟ

ภูเขาไฟระเบิด นับว่าเป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่งที่น่ากลัวและมีความรุนแรงมาก เพราะใต้เปลือกโลกนั้นเป็นแหล่งที่มีความร้อนที่สูงมากแลหินหนืดต่างๆ ที่เคลื่อนตัวและไหลตลอดเวลาเมื่อบางครั้งการไหลนั้นเจอเข้ากับแรงดัน ทางด้านใดด้านหนึ่งของภูเขาไฟนั้นทำให้หินหนืดเหลวๆนั้น พุ่งขึ้นมาตามแนวช่องของภูเขาไฟและอาจทำให้เกิดการระเบิดในจุดใดจุดหนึ่งของภูเขา ภูเขาไฟส่วนใหญ่เกิดจากการระเบิดตามแนวรอยต่อของเปลือกโลก ภูเขาไฟพบมากที่สุดในแถบแปซิฟิกหรือเรียกว่า วงแหวนแห่งไฟ ซึ่งเป็นจุดที่มีภูเขาไฟยังครุกครุนอยู่มาก

ภูเขาไฟระเบิดมักมีไอน้ำ ลาวา ก๊าซพิษและฝุ่นผงธุลีต่างๆพุ่งขึ้นมาอย่างมากและรุนแรง การระเบิดนี้มีการระเบิดที่แตกต่างออกไปตามการสะสมและแรงดันมหาศาล ภูเขาไฟมีผลกระทบมากเช่น การระเบิดจะส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมาก บริเวณโดยรอบภูเขาไฟอาจพบกับแผ่นดินไหวรุนแรงและเกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนต่างๆ การเคลื่อนของลาวา เมื่อเกิดการระเบิดลาวาจะไหลออกมาตามช่องทางของภูเขาไฟและไหลลงสู่เบื้องล่าง เผาบ้านเรือน ป่าไม้ต่างๆ ซึ่งเกิดระเบิดของภูเขาไฟรูปโล่จะมีการไหลของลาวามากที่สุด  เถ้าภูเขาไฟ การระเบิดจะส่งขี้เถ้าและธุลีภูเขาไฟพุ่งขึ้นท้องฟ้าและส่งผลให้ขี้เถ้าตกลงมาบนพื้นโลก ส่งผลต่อมลภาวะทางอากาศอย่างมาก การละลายของหิมะและน้ำแข็ง เกิดขึ้นในภูเขาไฟแบบสลับชั้นที่มีความสูงมากและมักมีหิมะปกคลุม เมื่อภูเขาไฟระเบิดความร้อนบริเวณรอบภูเขาจะทำให้เกิดหิมะละลายและเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ การถล่มของเถ้าภูเขาไฟเกิดขึ้นเมื่อภูเขาไฟระเบิดอย่างรุนแรง เถ้าภูเขาไฟบางสว่นจะถล่มลงมาตามลาดเขาซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิต

 

 

 

ประโยชน์ของภูเขาไฟและข้อปฏิบัติเมื่อภูเขาไฟระเบิด

แม้ว่าภูเขาไฟนั้นจะก่อให้เกิดภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สิน เราควรรับมือเมื่อภูเขาไฟปะทุแต่การระเบิดของภูเขาไฟนั้นสามารถทำนายการระเบิดและเตือนให้ประชาชนรู้และอพยพได้ทันเวลา ซึ่งแตกต่างจะแผ่นดินไหวที่ยังไม่สามารถทำนายการเกิดได้ แม้ว่าการระเบิดภูเขาไฟนั้นจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแต่ การระเบิดนั้นก็สามารถทำให้ปรับสมดุลของระบบของความร้อนใต้เปลือกโลก ซึ่งภูเขาไฟก็มีประโยชน์มากต่อระบบธรรมชาติบนโลก

ประโยชน์แรกๆคือ ดินจากภูเขาไฟที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมายและมีความสมบูรณ์อย่างมากเหมาะแก่การเพาะปลูก เช่น การปลูกองุ่นตามเชิงภูเขาไฟวิสุเวียสในอิตาลีซึ่งมีผลองุ่นที่งอกงามมาก, การระเบิดของภูเขาไฟช่วยขยายพื้นดินใหม่ๆ อย่างเช่นเกาะภูเขาไฟเมื่อเกิดการระเบิดลาวาที่ไหลออกมาเมื่อเย็นตัวลงจะเกิดเป็นพื้นดินใหม่และทำให้เกาะกว้างขึ้น, ภายใต้ภูเขาไฟนั้นเป็นแหล่งของเพชรและแร่จำนวนมาก ภูเขาไฟบางลูกดับสนิทแล้วมีมนุษย์เข้ามาขุดหาแหล่งเพชรและแร่ต่างๆมากมาย, ช่วยให้โลกเย็นลง การปะทุจะส่งขี้เถ้าขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและปรับชั้นบรรยากาศให้เย็นลง ช่วยในเรื่องของภาวะโลกร้อนได้มาก

สำหรับการระเบิดของภูเขาไฟนั้น เราควรเตรียมพร้อมต่างๆเพื่อให้ปลอดภัยต่อชีวิต เมื่อการภูเขาไฟปะทุเราควรติดต่อช่องทางการสื่อสารฉุกเฉินในการประกาศภาวะฉุกเฉิน, หรือหากอาศัยอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟ หากภูเขาไฟปะทุแบบส่งสัญญาณเตือนควรเตรียมตัวให้พร้อมและเร่งการอพยพในที่ปลอดภัย